บทความ

การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของแรงงานก่อสร้างและบุตรหลานของเขา

ประเด็นสำคัญของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทย


Available in /สามารถดูเป็นภาษา:


ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทย พึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นอย่างมากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โครงการเชิงพาณิชย์ และที่อยู่อาศัยภาคเอกชน ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติประมาณ 700,000 คน โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศเมียนมาและกัมพูชา(1) ซึ่งเป็นกำลังหลักของภาคแรงงานนี้ ขณะเดียวกัน มีเด็กประมาณ 60,000 คนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ในแคมป์คนงานก่อสร้างทั่วประเทศ(2)

แม้ว่าแรงงานข้ามชาติและครอบครัวเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดี พวกเขายังคงเผชิญกับอุปสรรคอย่างมากในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ ข้อมูลด้านการป้องกันโรค และบริการสาธารณสุข ช่องว่างเหล่านี้ไม่เพียงแต่ครอบคลุมเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น  หากยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน ความปลอดภัย และผลการดำเนินงานโดยรวมของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างอีกด้วย

รายงานเกี่ยวกับช่องว่างและอุปสรรค

มูลนิธิบ้านเด็กได้ร่วมกับผู้สนับสนุนที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องว่างและอุปสรรคในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของแรงงาน 

รายงานจำนวน 2 (สอง) ฉบับที่จัดทำโดยมูลนิธิบ้านเด็ก (Baan Dek Foundation) ได้สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของช่องว่างและความท้าทายในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติและบุตรหลานของพวกเขาอย่างชัดเจน โดยรายงานฉบับแรกจัดทำขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสังคมญี่ปุ่น (Japanese Social Development Fund) และธนาคารโลก (World Bank)(3) ส่วนรายงานฉบับที่สองจัดทำโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)(4)

ผลการสำรวจศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) อย่างมีนัยสำคัญของแรงงานข้ามชาติและบุตรหลานที่อาศัยอยู่ในแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ที่เกี่ยวกับสิทธิด้านการรักษาพยาบาล รวมถึงอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ นอกจากนั้น ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าแรงงานจำนวนมากประสบปัญหาในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย และ การทำความเข้าใจข้อมูลด้านสุขภาพที่เป็นภาษาไทย ขณะที่บางส่วนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้ารับการรักษาพยาบาล

สำหรับแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ สื่อสังคมออนไลน์เป็นแหล่งข้อมูลหลักที่พวกเขาใช้ในการค้นหาข้อมูลด้านสุขภาพ แทนที่จะเป็นช่องทางอื่นๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่ามีแรงงานมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิด้านการรักษาพยาบาลหรือหลักประกันสุขภาพ ข้อจำกัดเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดการรักษาด้วยตนเองอย่างแพร่หลาย และการพึ่งพาวิธีการรักษานอกระบบหรือการแพทย์แผนดั้งเดิม ซึ่งวิธีการเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเข้ารับการรักษาในระบบล่าช้า

เพราะเหตุใดประเด็นนี้จึงมีความสำคัญต่อบริษัทก่อสร้าง

ช่องว่างในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพและบริการสาธารณสุขของแรงงานข้ามชาติและบุตรหลาน ส่งผลให้บริษัทก่อสร้างต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่อยู่ในระดับต่ำ การเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ล่าช้า และการขาดมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขาดงาน ความพร้อมของกำลังแรงงานที่ลดลง ประสิทธิภาพการทำงานที่ถดถอย การเกิดอุบัติเหตุในไซต์งานที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบให้ต้องแก้ไขงานซ้ำซ้อน และความล่าช้าของการก่อสร้างโครงการโดยรวม

ดังนั้น ประเด็นด้านสุขภาพจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น หากแต่เป็นประเด็นทางธุรกิจที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อกรอบระยะเวลา ต้นทุน ประสิทธิภาพโดยรวมของโครงการ และการปฏิบัติตามแนวทางหรือมาตรฐานที่ใช้ในการประเมินความยั่งยืนและผลกระทบทางสังคมขององค์กร (ESG : Environmental, Social, and Governance) อีกด้วย

แนวทางเชิงนวัตกรรม: อาสาสมัครด้านสุขภาพ

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิบ้านเด็กได้ทำงานร่วมกับบริษัทก่อสร้างและแรงงานก่อสร้างที่อาศัยอยู่ในแคมป์พักแรงงานอย่างใกล้ชิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างการได้รับการคุ้มครองและสิทธิที่แรงงานควรได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพในแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง 
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของแรงงานโดยเฉพาะเจาะจง มูลนิธิบ้านเด็ก ได้ทดลองดำเนินแนวทางนวัตกรรม “อาสาสมัครด้านสุขภาพ หรือ Health Focal Point (HFP)” ผ่านโครงการ ส่งเสริมศักยภาพความรอบรู้ด้านสุขภาพ(5)

แนวทางการดำเนินการเช่นว่า มีสาระสำคัญคือ การจัดให้อาสาสมัครในชุมชนได้รับการอบรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยการอบรมพัฒนาขึ้นจากองค์ประกอบทั้งหมด 4 ประการที่มีความเชื่อมโยงกัน ได้แก่ ประการที่1 การสร้างเสริมความเข้มแข็งของการให้บริการด้านสุขภาพ โดยช่วยกระตุ้นให้แรงงานสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีอยู่ รวมถึงการส่งต่อการเข้ารับบริการอย่างเหมาะสม ประการที่2 การส่งเสริมการป้องกันโรคติดต่อผ่านการเฝ้าระวังเบื้องต้น หากมีการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ประการที่3 การส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกเพื่อป้องกันโรค และประการที่ 4 การส่งเสริมสุขภาพผ่านการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยอาศัยบุคคลในชุมชนที่ได้รับความไว้วางใจจากคนในชุมชน 

ท้ายที่สุด แนวทางการดำเนินการนี้สนับสนุนให้สมาชิกในชุมชน มีทางเลือกในการเข้ารับบริการสุขภาพที่ครอบคลุมและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ผ่านการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพที่ถูกต้อง และการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับสิทธิด้านสุขภาพของตนเอง

ปัจจัยหลายประการมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของแนวทางในการดำเนินงานนี้ กล่าวคือ สื่อและหลักสูตรการอบรมถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมของแรงงานข้ามชาติ โดยผ่านการออกแบบร่วมกับแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้แน่ใจว่า อาสาสมัครด้านสุขภาพ สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนภายในแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้างของตนเองได้

นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินงานนี้ยังถูกออกแบบให้มีความสอดคล้องกับระบบสาธารณสุขของประเทศไทย รวมถึง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อสนับสนุนภารกิจของกระทรวงในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยช่วยหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนของการดำเนินงานและเอื้อต่อการขยายผลในวงกว้าง และในขณะเดียวกัน การออกแบบยังคำนึงถึงความเหมาะสมและบริบทการดำเนินงานในเชิงปฏิบัติของแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านเวลาของแรงงาน ระดับการรู้หนังสือ การเคลื่อนย้ายแรงงานและศักยภาพของบริษัทก่อสร้างในการบูรณาการแนวทางการดำเนินงานนี้ เข้ากับแนวปฏิบัติด้านการบริหารจัดการแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้างของแต่ละบริษัท

ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและแรงสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โครงการส่งเสริมศักยภาพความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ แนวทางการดำเนินงานแบบอาสาสมัครด้านสุขภาพ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่ชัดเจนทั้งในด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของชุมชนเป้าหมาย บริษัทก่อสร้างที่เป็นพันธมิตรในโครงการดังกล่าว ระบุว่า รูปแบบการดำเนินงานนี้ มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับความต้องการในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพของแรงงาน และเหมาะสมกับบริบทการดำเนินงานจริงของบริษัท

แนวทางการดำเนินงานแบบอาสาสมัครด้านสุขภาพ  ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง โดยมีบริษัทก่อสร้างนำร่องหลายแห่งริเริ่มนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองแล้ว โดยรวมถึงการติดตั้งกล่องปฐมพยาบาลภายในแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินการดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างอาสาสมัครด้านสุขภาพ กับหน่วยบริการภาครัฐในพื้นที่ ทั้งในรูปแบบของการให้บริการเชิงรุกในชุมชน อาทิ การตรวจสุขภาพช่องปากโดยทีมทันตกรรม ตลอดจนการที่อาสาสมัครชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม)(6) ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพในชุมชน

ในขณะเดียวกัน ผลลัพธ์หรือความสำเร็จอีกประการที่ปรากฎ คือ การจัดตั้งคลินิกสุขภาพเคลื่อนที่ (mobile health clinics) (ระยะทดลอง) โดยความสำเร็จนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างบริษัทก่อสร้างและ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

แนวทางการแก้ปัญหา สำหรับปัจเจกบุคคล ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม

ความสำเร็จของ โครงการส่งเสริมศักยภาพความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้วางรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับการขยายผลของ “แนวทางการดำเนินงานอาสาสมัครด้านสุขภาพ” สู่ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วประเทศ โดยสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นศูนย์กลางของแนวทางในการแก้ไขปัญหา ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สามารถนำไปสู่แนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพในการรับมือกับความท้าทายได้

การยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติและบุตรหลาน ไม่เพียงเป็นสิ่งจำเป็นเท่านั้น หากยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการที่เกิดขึ้นจริงในสังคม อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งของกำลังแรงงาน ลดความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจก่อสร้าง และมีส่วนสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทยมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และเกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในภาพรวม

การมีส่วนร่วมและบทบาทสำคัญของบริษัทก่อสร้าง

บริษัทก่อสร้างมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการเข้าถึง บริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติและครอบครัวที่อาศัยอยู่ในแคมป์ก่อสร้าง โดยแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและสามารถดำเนินการได้จริง ได้แก่

  • การแต่งตั้งและจัดอบรมให้แก่อาสาสมัครด้านสุขภาพ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงให้ชุมชนเกิดความไว้วางใจ ระหว่างแรงงาน ชุมชน และระบบสาธารณสุขภาครัฐ 

  • การบูรณาการกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการภายในแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง มีจุดประสงค์ให้แรงงานสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม

  • การร่วมมือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการป้องกันโรค การให้บริการเชิงรุก และการส่งต่อเข้ารับบริการด้านสุขภาพภายในแคมป์โดยตรง

  • Eการมีส่วนร่วมในความร่วมมือระดับภาคอุตสาหกรรม เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ เสริมความเข้มแข็งของมาตรฐาน และสนับสนุนการพัฒนาแนวทางที่ยั่งยืนและสามารถขยายผลได้ในวงกว้าง

มูลนิธิบ้านเด็กให้การสนับสนุนบริษัทก่อสร้างในทุกขั้นตอนของการพัฒนาด้านความยั่งยืนทางสังคม ตั้งแต่การประเมิน การฝึกอบรม การนำไปปฏิบัติจริง ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานอาสาสมัครด้านสุขภาพและแนวทางที่บริษัทของท่านสามารถมีส่วนร่วมได้ กรุณาติดต่อที่ Baan Dek Foundation.

ด้วยความร่วมมือของภาคธุรกิจ ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ เราสามารถร่วมกันสร้างแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้างที่มีสุขภาวะที่ดีขึ้น เสริมสร้างกำลังแรงงานที่เข้มแข็ง และขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทยให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

(1) สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว
(
2) มูลนิธิบ้านเด็ก และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย. (2561) (การสร้างอนาคตของเด็กในประเทศไทย: การสนับสนุนเด็กที่อาศัยอยู่ในแคมป์ก่อสร้าง)
(3) มูลนิธิบ้านเด็ก. (2568). (
การสร้างสะพานเชื่อมสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นของแรงงานข้ามชาติและบุตรหลานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทย)
มูลนิธิบ้านเด็ก. (2568). (การสร้างสะพานเชื่อมสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นของแรงงานข้ามชาติและบุตรหลานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทย)
(4) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2569) การเก็บรวบรวมข้อมูลและประมวลผลข้อมูลความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของประชากรข้ามชาติ
ในภาคการก่อสร้างและองค์กรรอบรู้สุขภาพ (Health Literate Organization) [แบบสำรวจนี้ยังไม่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ] จะมีการะเพิ่มเติมแหล่งข้อมูลเมื่อแบบสำรวจดังกล่าวเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว
(5)
 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก ได้ริเริ่ม โครงการส่งเสริมศักยภาพความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อพัฒนารูปแบบการทำงานแบบเพื่อนช่วยเพื่อนที่มีความยั่งยืนและสามารถขยายผลได้ โดยอาศัยเครือข่ายอาสาสมัครด้านสุขภาพ ที่ผ่านการอบรมเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุชภาพ ซึ่งอาศัยอยู่ในแคมป์คนงานก่อสร้าง จังหวัดเชียงใหม่ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับบริษัทก่อสร้างและหน่วยบริการสาธารณสุขภาครัฐ เพื่อเสริมพลังให้ชุมชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม 
(6) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่กำกับดูแลเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ โดยทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อดำเนินกิจกรรมรณรงค์ด้านการป้องกันโรค (รวมถึงโรคติดต่อ) และการจัดอบรมในประเด็นเฉพาะด้าน ตลอดจนติดตามความต้องการด้านการดูแลสุขภาพเฉพาะของประชากรในตำบล เช่น กลุ่มคนพิการและผู้ที่ต้องการการสนับสนุนทางการแพทย์เป็นพิเศษ

*โครงงานส่งเสริมศักยภาพความรอบรู้ด้านสุขภาพ  ที่กล่าวถึงในบทความฉบับนี้ได้รับการสนับสนุนจาก องค์กรสาธารณะระหว่างประเทศ (Global Development Network: GDN) และกระทรวงการคลังแห่งรัฐบาลญี่ปุ่น (the Ministry of Finance, Government of Japan) ผ่านรางวัล “Global Development Awards Competition 2025” 

อย่างไรก็ดี มุมมองที่นำเสนอในบทความฉบับนี้เป็นของผู้จัดทำ และไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของหน่วยงานผู้สนับสนุนทั้งสอง